สารให้ความหวานแทนน้ำตาล
สารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือ น้ำตาลเทียม คือ น้ำตาลซูโครส (sucrose) สารที่ถูกออกแบบให้รสชาติหวานคล้ายกับน้ำตาล นิยมใช้เติมในอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มรสหวานได้เหมือนน้ำตาล เช่น กาแฟ, ชา, ซีเรียล, น้ำอัดลม, ขนมอบ โดยให้แคลอรี่หรือคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าน้ำตาลปกติ
น้ำตาลเทียมแต่ละชนิดก็ให้พลังงานแตกต่างกันออกไป เพียงแต่พลังงานที่น้อยกว่าน้ำตาลทรายค่อนข้างมาก ไม่ได้หมายความว่าจะแคลอรี่เป็น 0 แต่อย่างใด แต่สารให้ความหวานก็ยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือด เช่น โรคเบาหวาน และมีบางการศึกษาเชื่อว่าสารให้ความหวานช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพ นอกจากนี้ สารให้ความหวาน แท้จริงไม่ได้ให้รสชาติเหมือนน้ำตาลมากขนาดนั้น เพราะบางชนิดอาจจะให้รสชาติขมเฝื่อนหรืออาจไปเปลี่ยนแปลงรสชาติอาหารได้ เราจึงควรศึกษาข้อมูลและศึกษาส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะเลือกซื้อ
สารให้ความหวาน แทนน้ำตาล มีอะไรบ้าง
สารให้ความหวานแบบไม่ให้พลังงาน
1. หล่อฮังก๊วย สมุนไพรจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณทางยา มีรสหวาน ช่วยทำให้ชุ่มคอ และช่วยรักษาอาการอักเสบได้ มีความหวานกว่าน้ำตาลทั่วไป ประมาณ 100-250 เท่า เป็นสารให้ความหวาน ที่ไม่กระตุ้นการหลั่งสารอินซูลิน และไม่มีแคลอรีอีกด้วย
2. หญ้าหวาน (Stevia) สกัดจากใบของพืชหญ้าหวาน มีแคลอรีต่ำ มีรสชาติหวานปนขม หวานกว่าน้ำตาลทั่วไปประมาณ 250-300 เท่า แต่ให้พลังงาน 0 แคลอรี่ นิยมในการประกอบอาหาร หรือมักใช้กับผู้ที่ควบคุมน้ำตาล เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดีอีกด้วย
3. ชะเอมเทศ (Albizia myriophylla Benth) มีสรรพคุณโดดเด่น เช่น แก้คอแห้ง ช่วยทำให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการไอและเจ็บคอ มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 50-100 เท่า โดยถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มรสชาติอาหาร แต่งรสหวานในลูกอม และขนมต่าง ๆ แต่มีข้อควรระวัง คือ ไม่ควรทานติดต่อกันนาน ๆ เพราะอาจส่งผลต่อความดันโลหิตได้
4. อิริทริทอล (Erythritol) เป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ มีแคลอรี่ต่ำ ความหวานคล้ายน้ำตาลทรายขาว ให้พลังงานประมาณ 0.24 แคลอรี่ต่อกรัม ผู้ที่ทานคีโต และเป็นโรคเบาหวาน สามารถทานได้ มักใช้ในการประกอบอาหาร และเบเกอรี่ต่าง ๆ หรือใช้ในหมากฝรั่ง
5. ซูคราโรส (Sucralose) เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแบบไม่ให้พลังงาน ให้ความหวานใกล้เคียงกับน้ำตาล มีความหวานกว่าน้ำตา ประมาณ 600 เท่า นิยมใช้ในการทำเบเกอรี่ สามารถใช้ปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูงได้ แต่อาจส่งผลข้างเคียงกับบางคน ทำให้ปวดศีรษะได้
สารให้ความหวานแบบให้พลังงาน
1. น้ำผึ้ง (Honey) เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจากธรรมชาติ ที่ให้พลังงาน และมีแคลรอรีค่อนข้างสูง เพราะน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ให้พลังงานประมาณ 20 กิโลแคลอรี่ มีรสชาติหอม หวาน อร่อย ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย ช่วยบำรุงสมองและความงาม อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เหมาะกับการทานคู่กับเครื่องดื่ม และอาหารว่าง ข้อควรระวัง คือ ควรระวังปริมาณในการทานด้วย โดยเฉพาะผู้เป็นโรคเบาหวาน และกลุ่มคนที่ต้องการลดน้ำหนัก
2. น้ำตาลมะพร้าว (Coconut sugar) มีกลิ่น และรสชาติหอมมัน กลมกล่อม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสารให้ความหวานที่สามารถทดแทนน้ำตาลจากธรรมชาติ ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ คือ 35 และยังมีโพแทสเซียม ในการควบคุมความดัน และน้ำตาลในเลือด ช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน ให้ความหวานแบบสดชื่น ช่วยลดอาการอ่อนเพลียให้ร่างกายได้อีกด้วย ข้อควรระวัง คือ ควรระวังปริมาณในการทานด้วย โดยเฉพาะผู้เป็นโรคเบาหวาน และกลุ่มคนที่ต้องการลดน้ำหนัก
3. แซคคารีน (Saccharin) เป็นสารให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 200-700 เท่า มีรสชาติหวาน ให้พลังงานต่ำ มีรสขมปลายลิ้น นิยมใช้ในเครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ ในปริมาณสูง อาจจะมีผลเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้
4. แอสพาร์แตม (Aspartame) มีความหวานกว่าน้ำตาล ประมาณ 200 เท่า หากใช้ในปริมาณมาก มีรสชาติขม และเป็นสารที่ให้พลังงานเท่ากับน้ำตาลทราย 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม แต่จะใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า จึงทำให้ได้รับพลังงานที่น้อย ข้อเสียของสาร Aspartame คือ เมื่อโดนความร้อน โครงสร้างของสารจะเปลี่ยน ไม่ควรใช้ในการปรุงอาหาร และเก็บไว้นาน ๆ
ประโยชน์ของสารให้ความหวานแทนน้ำตาล
1. ไม่เพิ่มพลังงาน ไม่เพิ่มความอยากอาหาร ช่วยลดพลังงานที่ได้รับ เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่มีพลังงานสูง
2. ช่วยลดน้ำหนักได้เล็กน้อย รวมทั้งช่วยลดมวลไขมัน และเส้นรอบวงเอวได้
3. ส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารและอินซูลิน ทั้งในผู้ที่มีสุขภาพดี และผู้ที่เป็นเบาหวาน
4. ไม่ทำให้ฟันผุ เพราะสารให้ความหวานแทนน้ำตาลนี้ จะไม่ถูกหมักในช่องปาก โดยเชื้อแบคทีเรีย และลดอัตราการสูญเสียแร่ธาตุของฟัน
ข้อควรระวังในการทานสารให้ความหวานแทนน้ำตาล
1. ในกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ซอร์บิทอล แมนนิทอล เป็นชนิดน้ำตาลที่ไม่สามารถย่อยได้หมด อาจเกิดอาการมวลท้อง ท้องอืด และท้องเสียได้
2. การบริโภคสารให้ความหวานเป็นประจำ อาจจะทำให้รู้สึกติดรสหวาน และไม่สามารถควบคุมอาหารการกินได้อย่างเต็มที่
3. ควรใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยไมเกรน ผู้ป่วยโรคลมชัก และเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี
4. ในงานวิจัยของสมาคมหัวใจอเมริกัน พบว่า การทานสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแบบสังเคราะห์ เพิ่มความเสี่ยงกับการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง และความจำเสื่อมได้
5. น้ำตาลเทียมบางชนิด หากบริโภคมากเกินไป ทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ วิงเวียน บางชนิดกระตุ้นการเกิดกรดในกระเพาะ เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะได้
6. ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน (30 กรัม)
7. น้ำผึ้ง มีส่วนประกอบ ของน้ำตาลกลูโคสและฟรักโทส แม้จะเป็นน้ำตาลที่พบในธรรมชาติ แต่หากบริโภคมากเกินไป จะทำให้ค่าไขมันไตรกลีซอไรด์สูงได้
8. หญ้าหวาน เป็นสารให้ความหวานที่ปลอดภัย ต่อผู้บริโภค ควรบริโภคไม่เกิน 4 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
.jpg)
.jpg)
